ไมโครซอฟท์ เผยราคา 'Office 2010'

| | Comments: (0)

ไมโครซอฟท์ เปิดเผยราคา โปรแกรม 'Office 2010' มีทางเลือกให้ผู้ซื้อ อยากจ่ายถูกหรือแพง หากจ่ายแพง ได้ซีดีพร้อมคีย์ แต่ถ้าประหยัดซื้อเพียงคีย์ส่วนโปรแกรมดาวน์โหลดเอาเอง...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 6 ม.ค. ว่า 'ไมโครซอฟท์' บริษัทผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์รายใหญ่ของโลก เผยราคาโปรแกรม 'Office 2010' ซึ่งนับเป็นการปฏิรูปด้านค่าใช้จ่ายครั้งใหญ่สำหรับลูกค้า ที่สามารถเลือกกำหนดราคาได้เอง ว่าพอใจควักกระเป๋าราคาไหน

โดยโปรแกรม 'Office 2010' วางจำหน่ายทั้งรูปแบบ CD+Key Code แต่ราคาค่อนข้างสูง สำหรับลูกค้าที่ต้องการประหยัดงบประมาณสามารถซื้อเพียง Key Code อย่างเดียว ส่วนตัวโปรแกรม สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์หลักของไมโครซอฟท์

ราคาที่เปิดเผยนั้น 'Office 2010' รุ่น Professional สนนราคาอยู่ที่ 499 ดอลลาร์สหรัฐฯ (16,500 บาท) สำหรับแพคเกจ CD+Key Code ส่วน Key Code เพียงอย่างเดียวราคาอยู่ที่ 349 ดอลลาร์สหรัฐฯ ( 11,500 บาท) รุ่น Home and Business ราคารวม CD+Key Code อยู่ที่ 279 ดอลลาร์สหรัฐฯ (9,240 บาท) แต่หากซื้อเพียง Key Code จะลดลงเหลือ 199 ดอลลาร์สหรัฐฯ (6,590 บาท)

รุ่น Home and Student ราคารวม CD+Key Code อยู่ที่ 149 ดอลลาร์สหรัฐฯ (4,930 บาท) ส่วน Key Code เพียงอย่างเดียวราคาอยู่ที่ 119 ดอลลาร์สหรัฐฯ ( 3,900 บาท) นอกจากนี้ยังมีรุ่น Academic สำหรับการศึกษาเท่านั้น สนนราคาสุดประหยัดที่ 99 ดอลลาร์สหรัฐฯ (3,200 บาท) ซึ่งรุ่นนี้ขายแต่ Key Code เพียงอย่างเดียว

กูเกิ้ลเพิ่ม"ไซด์บาร์"จัดระเบียบผลลัพธ์

| | Comments: (0)
ปกติแล้ว กูเกิ้ลจะไม่นิยมเปลี่ยนแปลงหน้าเว็บบ่อยนัก ล่าสุดก็จะมีในส่วนของไซด์บาร์ "Show options" (แสดงตัวเลือก...) ที่หากไม่บอก ผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็อาจจะไม่ทราบ หรือให้ความสนใจมันเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากมันไม่เป็นไซด์บาร์ที่สามารถเลือกให้ซ่อน หรือแสดงผลออกมาได้ แต่สำหรับไซด์บาร์เวอร์ชันใหม่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้แคบขึ้น โดยสามารถเลือกค้นในหมวด (categories) ที่สนใจโดยเฉพาะได้อีกด้วย ที่สำคัญยังคงรูปแบบการใช้งานที่ง่าย และน่าใช้เหมือนเดิม ซึ่งไซด์บาร์ที่ว่านี้จะคอยอำนวยความสะดวกในหน้าผลลัพธ์ โดยจะอยู่ฝั่งซ้่ายของหน้าจอผลลัพธ์ตลอดเวลา


ผู้ใช้โดยรวมที่ได้มีโอกาสทดลองใช้ไซด์บาร์รู้สึกพอใจกับการที่มันช่วยสามารถจัดการหน้าผลลัพธ์ไม่มีความแน่นอนได้ อย่างเช่น สมมติว่า คุณกำลังจะไปเที่ยวออเตรเลีย แล้วพิมพ์คีย์เวอร์ Australia เข้าไปแล้ว ปรากฎว่า หน้าผลลัพธ์แสดงข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนต์เรียงนี้ผสมไปกับข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว ปัญหานี้จะหมดไป เมื่อคุณใช้ไซด์บาร์ให้ช่วยคัดกรองเฉพาะผลลัพธ์ในหมวดที่ต้องการ

พายุไอทีลูกใหม่ ได้เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง

| | Comments: (0)



อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเทคโนโลยีไอทีรูปแบบใหม่กำลังเคลื่อนตัวมาสร้างการเปลี่ยนแปลงในช่วงปี 2553 นี้ ทิศทางที่เป็นโกลบอลเทรนด์จะกำหนดการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยด้วยจริงหรือไม่ สองยักษ์ใหญ่ไอทีอย่างเดลล์และเอชพีกำลังจับจ้องจุดเปลี่ยนครั้งนี้และมีการเตรียมความพร้อมที่จะรองรับความต้องการใหม่ที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ต้องติดตามตลอดทั้งปี

"ถึงเวลาแล้วที่เทคโนโลยีรูปแบบใหม่จะได้รับการยอมรับจากตลาด"

เป็นคำกล่าวของ อโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด และว่า

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใหม่ที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนสร้างความต้องการใหม่ๆ ให้กับตลาดทั่วโลก รวมถึงตลาดประเทศไทย คงจะหนีไม่พ้น 4 เรื่องหลัก ได้แก่ เรื่องของเวอร์ชวลไลเซชั่น เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้ง เรื่องของสตอเรจ และเรื่องของไมเกรชั่น โดยเดลล์มองว่าคลาวด์คอมพิวติ้งจะเป็นสิ่งที่ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับไอทีให้ความสำคัญอย่างมากในปี 2553 นี้

เช่นเดียวกับเอชพีที่มองว่าโกลบอลเทรนด์ของปี 2553 นี้ ต้องยกให้กับคลาวด์คอมพิวติ้ง และเรื่องของดิจิตอลทรานสฟอร์เมชั่น

ทั้งนี้ การมาของเทคโนโลยีใหม่ในปี 2553 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ ที่วันนี้ยอมรับว่าไอทีเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ และมีส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้ ไม่ว่าจะเป็นในยุคที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู หรือในยุคที่เศรษฐกิจฝืด

ในภาวะปัจจุบันที่เป็นอยู่ทำให้บรรดาซีไอโอต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องการลดค่าใช้จ่าย และความซับซ้อน ในขณะที่ต้องรักษาระบบเดิมที่มีค่าใช้จ่ายแพงและขั้นตอนต่างๆ แต่ด้วยบริการไอทีใหม่ๆ จะช่วยยกระดับซอฟต์แวร์ในรูปแบบการบริการ เพื่อแก้ปัญหาหลักเกี่ยวกับการจัดการอุปกรณ์แบบต่างๆ การมอนิเตอร์โครงสร้างพื้นฐานจากระยะไกล และความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจและการทำระบบให้สอดรับกับนโยบาย ซึ่งแอปพลิเคชั่นซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการจะช่วยองค์กรธุรกิจลดค่าใช้จ่ายในการครอบครองระบบโดยรวมของโครงสร้างพื้นฐานระบบไอที ด้วยจำนวนพนักงานน้อยลงในขณะที่สามารถลดความซับซ้อนของการปฏิบัติการได้

จากปัจจัยดังกล่าวความต้องการเทคโนโลยีคลาวด์น่าจะเกิดขึ้นในปี 2553 เนื่องจากแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ในรูปแบบการบริการแบบคลาวด์ออติไมซ์ใหม่จากเดลล์ มีการนำเสนอการทำระบบที่สามารถตั้งค่าได้ มีทางเลือกที่ปรับแต่งค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นให้น้อยที่สุด เพื่อให้สามารถติดตั้งระบบได้อย่างรวดเร็ว เพียงมีแอปพลิเคชั่นและการบริการการจัดการที่ธุรกิจต้องการเพื่อเป้าหมายในการสร้างไอทีเพื่อความสำเร็จทางธุรกิจ

ในการบริการเหล่านี้ช่วยรับรองการทำงานต่างๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างอัตโนมัติ เช่น การจัดการระบบ การมอนิเตอร์จากระยะไกล และฟังก์ชั่นที่สนับสนุนให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนในการจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานไอที โดยบริการที่เกิดขึ้นได้รับการออกแบบเพื่อขจัดปัญหาเรื่องความท้าทาย

จากผลการสำรวจของเอชพีได้มีการบ่งชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารธุรกิจที่มีอำนาจในการตัดสินใจกว่าร้อยละ 90 เชื่อว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้าทิศทางธุรกิจจะยังคงเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยาก ส่งผลให้องค์กรธุรกิจร้อยละ 80 ยอมรับความจำเป็นในการยกระดับการเข้าถึงธุรกิจและเทคโนโลยี และคล่องตัวมากขึ้น

นอกจากความคล่องตัวแล้วผู้บริหารร้อยละ 84 ยังมีความเห็นว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความสำเร็จให้กับองค์กร และร้อยละ 71 พร้อมอนุมัติการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่จะช่วยตอบสนองความต้องการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและเร่งระยะเวลาในการทำตลาดขององค์กร

"เรามองว่าไอทีทำให้ธุรกิจฉลาดขึ้น" เบง เทค เลียง กรรมการผู้จัดการและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์ บิสซิเนส บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

เมื่อเกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ และองค์กรธุรกิจก็พร้อมที่จะลงทุนสำหรับไอทีรูปแบบใหม่ ทั้งเดลล์และเอชพีจึงได้มีการวางยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่จะเข้ามารองรับกับการให้บริการแบบโทเทิลโซลูชั่นที่เป็น end-to-end แบบครบวงจร

เอชพีนั้นมีไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ครบวงจรที่พร้อมให้บริการแบบโทเทิลโซลูชั่น ที่ผ่านมาได้มีการปรับโครงสร้างภายในด้วยการซินเนอยี่ภายในกลุ่มเอชพีเอนเตอร์ไพรส์บิสซิเนสให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อทำให้สามารถตอบสนององค์กรธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ บริการและโซลูชั่นของเอชพีนั้น คือการมีทิศทางที่ชัดเจนที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งด้านการแข่งขัน และลดความเสี่ยงด้วยการบริหารจัดการข้อมูลทางธุรกิจ การกำกับดูแลข้อมูล และการวิเคราะห์ธุรกิจ โดยมีนวัตกรรมที่เอชพีจะเร่งระยะเวลานำผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ออกสู่ตลาดให้เร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งลดต้นทุนที่เกิดจากการสูญเสียเวลา โอกาส และความพยายามอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาเฉพาะทางได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ในด้านความยืดหยุ่น เอชพีสามารถปรับคืนสู่สมรรถนะการทำงานสูงสุดโดยใช้ระบบโครงการพื้นฐานแบบผนวก หลังจากมีการลดหรือขยายขั้นตอนการดำเนินงาน

โทเทิลโซลูชั่นลีดเดอร์ชิป
เป้าสำคัญของ "เดลล์"

เดลล์มีเป้าหมายใหญ่ที่จะเปลี่ยนตัวเองจากฮาร์ดแวร์ลีดเดอร์ชิปมาสู่โทเทิลโซลูชั่นลีดเดอร์ชิป ซึ่งในช่วงปี 2552 ที่ผ่านมาเดลล์มีการปรับปรุงองค์กรครั้งใหญ่ในลักษณะของทรานสฟอร์เมชั่นด้วยการปรับรูปแบบการทำงานในลักษณะของโกลบอลสตรักเจอร์ ในการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เดลล์สามารถตอบสนองกลุ่มลูกค้าในแต่ละกลุ่มได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ กลุ่มเอสเอ็มบี กลุ่มพับลิกเซกเตอร์ และกลุ่มคอนซูเมอร์

และจากการเดลล์มองว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีทั้ง 4 ด้านหลักนั้น เดลล์มีผลิตภัณฑ์และบริการในลักษณะเช่นเดียวกับเอชพีที่เรียกว่าโทเทิลโซลูชั่น ซึ่งพร้อมที่จะนำเสนอบิสซิเนสแอปพลิเคชั่นให้ทันกับความต้องการของตลาด โดยมีอินฟราสตรักเจอร์ต่างๆ รองรับไว้อย่างครบครัน

อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ของทั้งเดลล์และเอชพี คือทำอย่างไรให้องค์กรธุรกิจตัดสินใจที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนไอทีที่มากขึ้น เนื่องจากทุกองค์กรธุรกิจต่างๆ ลดเงินลงทุนไอทีใหม่ๆ แต่เน้นสัดส่วนงบประมาณไปที่การดูแลจัดการระบบไอทีเดิมมากกว่า ซึ่งในความเป็นจริงแล้วหากองค์กรธุรกิจตัดสินใจลงทุนไอทีใหม่ ในระยะยาวแล้วจะคุ้มค่ามากกว่าที่จะดูแลระบบไอทีแบบเดิมๆ ที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา ที่สำคัญไอทีรูปแบบใหม่ช่วยให้ธุรกิจสร้างแต้มต่อสำหรับการแข่งขันได้ดีกว่าแบบเดิมด้วย

"เราต้องแสดงให้ธุรกิจเห็นว่าการลงทุนเทคโนโลยีไอทีใหม่คุ้มค่าจริงๆ" อโณทัย กล่าวและว่า "ความเชื่อของค่ายไอทีวันนี้เชื่อว่าปี 2553 น่าจะเป็นปีที่ดีที่ตลาดไอทีจะโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ที่จะทำให้เกิดการซื้อบริการมากยิ่งขึ้นกว่าช่วงปี 2552 ที่ผ่านมา"

เทคโนโลยีสำหรับซอฟต์แวร์แห่งโลกอนาคต

| | Comments: (0)


เทคโนโลยีที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นเทคโนโลยีที่เกียวข้องกับซอฟต์แวร์ที่มีแนวโน้มทีจะมีบทบาทมากขึ้นในปีหน้า เป็นกระแสของการพัฒนาและรูปแบบการใช้งาน ได้แก่ Multi-touch, Concurrent programming, Mashup, Service-oriented business applications (SOBA), Cloud Computing, Portable Personality, Social Network Analysis, Video Telepresense และ Microblogging เทคโนโลยีบางตัวอาจสร้างรูปแบบการใช้งานอินเทอร์เน็ตหรือการใช้ชีวิตประจำวันของเราเปลี่ยนไป บางตัวอาจทำให้การพัฒนาโปรแกรมและสภาพแวดล้อม มีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยน หรือมีการเชื่อมประสานระหว่างกันได้ง่ายขึ้นทำให้เกิดแอปพลิเคชันที่มีความหลากหลายมากขึ้น



Multi-touch

Multi-touch เป็นเทคโนโลยีที่สามารถรับ Input ได้หลายจุดพร้อมๆ กัน ต่างจากเทคโนโลยีแบบ Single-touch เช่น การใช้ Mouse ซึ่งสามารถรับรู้จุดการเลือกในเวลาหนึ่งได้เพียงจุดเดียว ดังนั้น Multi-touch จึงเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างออกไปโดยส่วนใหญ่จะเป็นการรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากรูปแบบการเคลื่อนไหวของนิ้วมือของผู้ใช้เพื่อเป็นการเลือกใช้เลื่อน หรือขยายวัตถุที่แสดงผลอยู่

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่นำเทคโนโลยี Multi-touch มาใช้แล้ว เช่น เครื่อง iPhone ของบริษัทแอปเปิ้ล ที่สามารถย่อย-ขยายรูปภาพ โดยใช้นิ้วสองนิ้ว เป็นต้น

อย่างไรก็ตามเทคโนโลยี Multi-touch จำเป็นต้องอาศัยการออกแบบแอปพลิเคชันที่เหมาะสมกับรูปแบบการรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย โดยเหตุการณ์ที่จะรับมาอาจแยกได้เป็นสองส่วนหลักๆ ได้แก่ จุดที่เกิดเหตุการณ์ เช่น จุดใดๆ ที่นิ้วเราวางอยู่ และทิศทางการเคลื่อนไหวของจุดที่เกิดเหตุการณ์ เช่น ไปทางทิศเดียวกันจากซ้ายไปขวา ไปคนละทิศห่างออกจากกัน หรือเข้าหากัน การเปลี่ยนองศา หรือการหมุน เป็นต้น


โดยรูปแบบเหตุการณ์ที่โปรแกรมสนใจจะเป็นการผสมกันระหว่างสองส่วนนี้ และจุดที่ทำให้เกิดเหตุการณ์อาจจะมีตั้งแต่ 1 จุด (ใช้นิ้วเดียวในการเลือก) จนถึงหลายจุด (ใช้หลายนิ้วในการทำงานหรืออาจจะมีหลายคนมาร่วมทำงานด้วยก็ได้)

โปรแกรมที่เป็นแบบ Multi-touch จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่รองรับด้วย เช่น Multi-touch Screen, Multi-touch PAD หรือนำอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วมาปรับใช้ เช่น Web Cam, Wii Remote และในเร็ว ๆ นี้ระบบปฏิบัติการค่ายต่างๆ ก็จะมีการรวมเอา Multi-touch เป็นส่วนหนึ่งของการรับเหตุการณ์โดยไม่จำเป็นต้องลงโปรแกรมอะไรเป็นพิเศษเหมือนในปัจจุบัน




หลังจากเราได้เห็นเทคโนโลยี Muti-touch แล้ว อยากจะให้มันเกิดขึ้นเร็วในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรานะครับ เวลาทำงานจะได้สะดวกสบายยิ่งขึ้นเหมาะสำหรับผู้สูงอายุอีกด้วยเพราะไม่ต้องบังคับเจ้าหนูตัวเล็กในมือให้ยุ่งยาก และในตอนหน้าผมจะพาไปรู้จักกับซอฟต์แวร์อื่นๆ อีกที่จะเปลี่ยนชีวิตการเล่นอินเทอร์เน็ตของเราในอนาคตให้ง่ายยิ่งขึ้น แล้วพบกันในตอนหน้านะครับ

ที่มา http://www.nectec.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=272&catid=40&Itemid=165

แกะรอย "ศูนย์ไอซีทีชุมชน" เส้นทางสร้างคน สร้างโอกาส

| | Comments: (0)
หากจะพูดถึงผลงานของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) "ศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชน" ถือเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวง ในการตอบโจทย์การลดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยีของประชาชน เพื่อให้เกิดการความเท่าเทียมในการแสวงหาความรู้ของประชาชนในทุกพื้นที่

และเมื่อเอ่ยถึงศูนย์ไอซีทีชุมชน คน ทั่ว ๆ ไป มักจะนึกถึงภาพของศูนย์รวมของคอมพิวเตอร์ที่ตั้ง ๆ ให้ใช้งาน ไม่แตกต่างจากร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่เปิดอยู่ทั่วทุกจังหวัด แต่ในความเป็นจริงแล้วภายในศูนย์มีเรื่องราวมากมายกว่านั้น

"สือ ล้ออุทัย" ปลัดกระทรวงไอซีที ถ่ายทอดความประทับใจจากการเดินสายเปิดศูนย์การเรียนรู้ชุมชนมาแล้วทุกจังหวัดทั่วประเทศว่า แม้หลาย ๆ ที่จะต้องนั่งรถไปไกล แต่ก็ได้ผลตอบแทนเป็นรอยยิ้มของชาวบ้านที่มาร่วมพิธีเปิด

"ยังจำไม่ลืมในหลาย ๆ ที่ อย่าง ร้อยเอ็ด สงขลา เห็นแล้วชื่นใจ ชาวบ้านยิ้มแย้มมีความสุขมากที่จะได้มีคอมพิวเตอร์มีอินเทอร์เน็ตไว้ใช้ แล้วไม่ใช่แค่เด็ก ๆ แม้แต่ผู้ใหญ่ที่สูงวัยหน่อยก็เช่นกัน ดูสีหน้าแววตาแล้วรู้เลยว่า

มาจากใจไม่ใช่ถูกเกณฑ์มา อย่างบางคนก็มาเล่าให้ฟังว่า ทำงานฝีมือค้าขายเป็นอุตสาหกรรมเล็ก ๆ ปกติติดต่อลูกค้าทางอีเมล์ตอนไม่มีศูนย์ไอซีทีต้องนั่งรถเข้าไปตัวอำเภอทุกอาทิตย์ เพื่อไปร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ มีศูนย์มาเปิดก็ดีใจ สะดวกขึ้นเยอะ"

ตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2550 ปัจจุบันกระทรวงมีศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชนอยู่ครบทุกจังหวัด รวมแล้ว 277 แห่ง ทั่วประเทศ และในปีงบประมาณ 2553 กระทรวงได้แปลงงบประมาณที่เหลือจากการจัดซื้อสมาร์ตการ์ด นำมาเปิดไอซีทีชุมชนอีก 600 แห่ง เพื่อกระจายลงไปถึงทุกอำเภอ โดยหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการลดช่องว่างในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อพัฒนาศักยภาพของประชาชน

"ตอนแรกก็คิดไม่ถึงว่า ชาวบ้านจะเอาศูนย์นี้ไปใช้ประโยชน์ได้มากมาย แรก ๆ คิดว่าเป็นการช่วยเด็ก ๆ นักเรียนนักศึกษาในการแสวงหาความรู้ ให้เป็นที่ค้นข้อมูล พิมพ์รายงานตามที่คุณครูสั่งเท่านั้น แต่ปรากฏว่าคนในชุมชนนำไปพัฒนาต่อยอดได้ทุกเพศทุกวัย ไม่ใช่แค่เรื่องเรียน แต่ทั้งการเกษตร อาชีพ การพัฒนาคุณภาพชีวิต"

ตัวอย่างของการนำศูนย์ไอซีทีฯ ไป ต่อยอดภายในชุมชน มีทั้งการใช้อุปกรณ์และสถานที่ของศูนย์ เพื่อฝึกอบรมความรู้ด้านไอทีให้กับผู้สนใจในชุมชน ซึ่งเป็น 1 ในเงื่อนไขที่กระทรวงกำหนดขึ้นให้กับทุกศูนย์ ที่จะต้องจัดฝึกอบรมให้กับคนในชุมชนอย่างน้อย 5 เท่าของจำนวนเครื่องที่ได้รับ

"เบื้องต้นศูนย์จะอบรมการใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตให้กับคนในชุมชน ซึ่งได้รับความสนใจมากจากทุกเพศทุกวัย และในแต่ละศูนย์ก็จะมีการเปิดหลักสูตรอบรมต่าง ๆ เพิ่มตามความต้องการของคนในชุมชน"

นอกจากนี้ทุกศูนย์ยังมีการทำเว็บไซต์ของตัวเอง เพื่อเผยแพร่ข้อมูลภายในชุมชน รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งกลายเป็นช่องทางหนึ่งในการต่อยอดทำธุรกิจของคนในชุมชน ทั้งการผลิตสินค้าแล้วนำไปขายบนเว็บไซต์ กลายเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซ อย่างชุมชนของวัดโพธิ์การาม อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด ที่มีเจ้าอาวาสวัดเป็นผู้นำ มีการรวมกลุ่มกันผลิตงานหัตถกรรม อาทิ พวงกุญแจ ของที่ระลึกที่ราคาไม่แพง แล้วโพสต์ขายบนเว็บไซต์ชุมชน จนมีลูกค้าจากทั้งญี่ปุ่น อิสราเอล มาสั่งผลิตจนคิวงานเต็มทั้งปี ผลิตกันไม่ค่อยทัน

หรือการเผยแพร่แหล่งท่องเที่ยว และโฮมสเตย์ของคนในชุมชนที่อำนาจเจริญ ที่ใช้กิจกรรมจักรยานเสือภูเขา เน้นการ ท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาเป็นจุดเด่น ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าเป็นชาวต่างประเทศที่นิยมหาข้อมูลผ่านเว็บไซต์ ก็สามารถสร้างชุมชนให้เป็นที่รู้จัก ทำธุรกิจท่องเที่ยวเล็ก ๆ ได้

แม้แต่การใช้เพื่อหาความรู้จากโลก ออนไลน์ธรรมดา ๆ ก็ช่วยพัฒนาต่อยอดการทำงานของคนในชุมชนได้ ทั้งเกษตรกรที่สามารถเข้าไปค้นข้อมูลเพื่อพัฒนาการเพาะปลูก จากเว็บไซต์กระทรวงเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน ฯลฯ หรืออย่างชุมชนใน จ.สตูล ก็ได้เรียนรู้เทรนด์แฟชั่นเครื่องประดับไข่มุก จากเว็บไซต์ต่าง ๆ นำไปพัฒนารูปแบบการผลิตของชาวบ้านให้ถูกใจตลาดมากขึ้น

ปลัดกระทรวงไอซีทีกล่าวว่า ปัญหาสำคัญที่ทำให้การกระจายศูนย์ไปทุกตำบลไม่ได้อย่างใจคิด เพราะคนส่วนใหญ่คิด ว่ากระทรวงจะให้ฟรีทุกอย่าง แต่ด้วย งบประมาณจำกัด และความต้องการให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการดูแล เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ โครงการนี้จึงกำหนดให้ชุมชนที่จะเป็นที่ตั้งศูนย์ ต้องรับภาระค่าไฟฟ้าของศูนย์ด้วย และหลังจากครบกำหนดเข้าร่วมโครงการ 1 ปี จะต้องรับภาระค่าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและค่าบำรุงรักษาคอมพิวเตอร์ด้วย จึงทำให้หลายชุมชนลังเลที่จะเข้าร่วมโครงการ

นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ปลัดไอซีทีลงพื้นที่เปิดศูนย์ด้วยตัวเอง เพราะเมื่อปลัดกระทรวงไป ผู้หลักผู้ใหญ่ในท้องถิ่นก็จะมาร่วมงาน ทำให้ได้ทราบปัญหา และยินดีช่วยสนับสนุนงบประมาณให้กับชุมชน เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้มีเพียงเล็กน้อย ทางองค์การ บริหารส่วนท้องถิ่น อย่าง อบจ. อบต. หรือแม้แต่จังหวัด มีงบประมาณเพียงพอที่จะสนับสนุนอยู่แล้ว

"โครงการนี้ถือเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงกับชุมชน เราไม่ได้แค่นำคอมพิวเตอร์ไปให้อย่างเดียว ทางชุมชนต้องกระตือรือร้นในการเตรียมสถานที่ให้พร้อม หาคนมาดูแลบริหารศูนย์ให้ได้ก่อน เราถึงเข้าไปประเมินความพร้อม เพื่อพิจารณาว่าเหมาะสมที่จะเข้าร่วมโครงการหรือไม่ เพราะไม่ต้องการให้ศูนย์เป็นแค่การนำเครื่องไปตั้งทิ้งไว้ แต่ต้องการให้โครงการยั่งยืน สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองในปีต่อ ๆ ไป"

และหลังจากผ่านการประเมินแล้ว ผู้ที่ดูแลศูนย์ก็ต้องเข้าอบรมเสริมความรู้กับกระทรวงทุกปี เข้าร่วมเป็นเครือข่ายผู้ดูแลศูนย์ที่พร้อมจะช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาซึ่งกันและกันตลอดเวลา รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดูแลบริหารศูนย์ ทำให้เกิดกิจกรรมหรือโครงการใหม่ ๆ ต่อยอดขึ้นไปอีก ซึ่งเครือข่ายนี้ ปัจจุบันมีบุคลากรที่มีความสามารถทั้งด้านเทคนิค การพัฒนาแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ กลายเป็นผลพลอยได้อีกอย่างของโครงการ

"อย่างศูนย์กว่า 60 แห่งที่เข้าร่วมโครงการครบ 1 ปีแล้ว ก็สามารถดูแลตัวเอง อาจมีการเก็บค่าบริการเล็กน้อย ชั่วโมงละ 5 บาท เป็นค่าบำรุงศูนย์"

ความสำเร็จของโครงการนี้ยืนยันได้จากการที่แต่ละปีมีหน่วยงานทั่วโลกติดต่อขอลงพื้นที่ดูงาน รวมถึงจากสหประชาชาติด้วย

ศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชน จึงไม่ใช่แค่ห้องตั้งคอมพิวเตอร์อีกต่อไป แต่เป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นแหล่งสร้างคน สร้างชาติอย่างแท้จริง

ที่มา http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02com02241252§ionid=0209&day=2009-12-24

Windows 7: ฟิตโอเอสให้แรงกว่าเดิม!!!

| | Comments: (0)

แม้ว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่จะยอมรับในประสิทธิภาพการทำงานของระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่อย่าง Windows 7 โดยเฉพาะเรื่องของความเร็วที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ดี หากคุณผู้อ่านต้องการให้มันทำงานไดเร็วกว่านี้อีกก็ต้องขอบอกว่า มันยังสามารถปรับแต่งการทำงานให้เร็วขึ้นไปได้อีกครับ ว่าแล้วก็ตามมาดูกันเลยดีกว่าครับว่า มันมีตรงไหนบ้าง?

ลดจำนวนโปรแกรมที่รันในแบคกราวด์
ไอเดียแรกของการเร่งความเร็ว Windows 7 ก็คือ ให้คุณลดจำนวนโปรแกรมที่รันในแบคกราวด์ (background) และคุณไม่ได้ใช้ โดยวิธีตามล่าโปรแกรมเหล่านี้สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการคลิกปุ่ม Start แล้วพิมพ์คำสั่ง msconfig ในช่อง Search แล้วกดปุ่ม Enter จากนั้นคลิกแท็บ startup แล้วยกเลิกเช็คบ๊อกซ์หน้ารยการของโปรแกรมที่ไม่จำเป็นสำหรับคุณ



ยกเลิกลูกเล่นของการ"ย่อ-ขยาย"หน้าต่าง
สำหรับการยกเลิกลูกเล่น (Animation) ในการแสดงผลการ Minimize และ Maximize หน้าต่างโปรแกรม จะช่วยให้การสลับหน้าต่าง ตลอดจนการใช้พีซีที่รัน Windows 7 เร็วขึ้น โดยขั้นตอนการยกเลิกมีดังนี้
คลิกปุ่ม Start พิมพ์คำสั่ง "systempropertiesperformance" (ไม่ต้องใส่เครื่องหมายคำพูด)
คลิกแท็บ Visual Effects
ยกเลิกเช็คบ๊อกซ์หน้ารายการ "Animate windows when minimizing and maximizing" แล้วคลิกปุ่ม OK เป็นอันเรียบร้อย






ลบชุดตัวอักษร (Fonts) ที่ไม่ต้องการ
การดาวน์โหลด และติดตั้งฟอนต์ (TrueType fonts) แจกฟรีเข้าไปเยอะๆ จะทำให้ระบบทำงานช้าล ในขณะเดียวกันการลบไฟล์ที่ไม่ใช้ออกไปจะช่วยให้ Windows 7 เบาตัว และทำงานได้เร็วขึ้นอีก หากเสียดาย ก็ย้ายไฟล์ฟอนต์ที่ไม่ค่อยได้ใช้ไปแยกเก็บไว้ในโฟลเดอร์อื่นแทน (หากต้องการใช้ก็สามารถย้ายกลับเข้ามาได้) แล้วเหลือแต่เฉพาะฟอนต์ที่จำเป็นเท่านั้น สำหรับขั้นตอนการย้ายไฟล์ที่ไม่ค่อยได้ใช้ออกไปมีดังนี้
- คลิกปุ่ม Start เลือก All Programs คลิก Control Panel
- คลิก Apperarance and Personalized ตามด้วยไอคอน Fonts
- ย้ายฟอนต์ที่ไม่ใช้ไปเก็บไว้ในโฟลเดอร์ชั่วคราว (เช่น useless-fonts เป็นต้น) ที่เตรียมไว้แล้ว




ปิดเสียงประกอบการทำงานของระบบ (System Sounds)
อีกหนึ่งวิธีพื้นฐานที่มักจะแนะนำให้กับผู้ใช้ Windows ทุกเวอร์ชัน นั่นก็คือ การปิดเสียงประกอบการทำงาน เพื่อประหยัดทรัพยากรระบบ และเวลาที่ต้องรอโหลดไฟล์เสียงเหล่านั้น ซึ่งข้้นตอนการปิดเสียงระบบมีดังนี้
- คลิกปุ่ม Start แล้วพิมพ์คำสั่ง mmsys.cpl ในช่อง Search
- คลิกแท็บ Sounds เลือกรายการ "No Sounds" ในดรอปดาวน์ของ Sound Scheme แล้วคลิกปุ่ม OK







ยกเลิก (disable) ลูกเล่นการแสดงผล Aero
หากคุณต้องการความเร็วของการทำงานมากกว่าความสวยงาม หรือลูกเล่นต่างๆ ที่อาจจะไม่ค่อยได้ใช้ คุณก็สามารถยกเลิกการทำงานของ Aero ใน Windows 7 ออกไป เพื่อรีดพลังประมวลไปใช้อย่างอื่นแทน สำหรับการปิดการทำงานของ Aero มีดังนี้
- คลิกขวาบนเดสก์ทอปเลือกคำสั่ง Personalize แล้วคลิกแท็บ Window Color
- ยกเลิกเช็คบ๊อกซ์หน้าข้อความ "Enable Transparency"







หวังว่า วิธีง่ายๆ ในการฟิต Windows 7 ให้เพรียว เพื่อเร่งความเร็ว ซึ่งความจริงยังมีวิธีกระชับสัดส่วนได้อีกพอสมควร แต่เกรงว่า มัน
จะทำให้ Windows 7 ไม่น่าดูอย่างที่ควรเป็น ก็เลยเน้นทำให้มันเบาขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ยังสวยพอได้ใจผู้ใช้อยู่บ้าง


ที่มา http://www.arip.co.th/tips.php?id=410560